How the day
มะม่วง

7 สิ่งนี้จะเกิดขึ้นหากคุณทานมะม่วงวันละ 1 ลูก

7 สิ่งนี้จะเกิดขึ้นหากคุณทานมะม่วงวันละ 1 ลูก

มะม่วงที่ทั้งหวานและฉ่ำนั้นมีประวัติที่นิยมกันมากจากคนเรานี่เอง เอกสารฉบับแรกกล่าวว่ามะม่วงนั้นมีตต้นตอมาจากงานเขียนของชาวฮินดู ซึ่งย้อนกลับไปตั้งแต่ 4000 ปีก่อนคริสตศักราช มะม่วงถูกพิจารณาให้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในบางพื้นที่เพราะมีเรื่องเล่าว่าพระพุทธรูปนั่งสมาธิใต้ต้นมะม่วง

เนื่องด้วยต้นมะม่วงต้องการสภาพอากาศที่อบอุ่น ส่วนใหญ่จึงถูกปลูกในแถบเส้นศูนย์สูตรรวมถึงเม็กซิโก เอกวาดอร์ เปรูบราซิล กัวเตมาลา และเฮติ การดำเนินงานเชิงพาณิชย์ที่เพิ่มขึ้นไม่ได้มีขนาดใหญ่มากในสหรัฐอเมริกา แต่นั่นไม่ได้หยุดคนอเมริกันจากการทานมะม่วง 3.42 ปอนด์ต่อคนต่อปี

นอกจากมะม่วงจะมีรสหวานอร่อยและแปลกใหม่แล้ว มะม่วงยังมีคุณค่าทางโภชนาการอีกด้วย แต่การทานมะม่วงทุกวันอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีอาการบางอย่าง เช่น โรคเบาหวาน และโรคข้ออักเสบ

กินมะม่วง

1. คุณจะได้น้ำตาลเป็นตันจากการทานมะม่วง

ในมะม่วงแต่ละลูกมีน้ำตาลโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 45.9 กรัม ซึ่งเกิดกระบวนการแปลงเปลี่ยนเป็นคาร์โบไฮเดรตได้โดยประมาณถึง 50.33 กรัม โดยน้ำตาลหลักที่ได้จากมะม่วงก็คือฟรักโทส

ฟรักโทสสามารถถูกย่อยสลายโดยตับเท่านั้น และทำให้เกิดความเครียดในอวัยวะสำคัญๆ ซึ่งสามารถนำไปสู่โรค เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ หรือโรคมะเร็งได้

หากเทียบระดับน้ำตาลในผลไม้ทั้งหมด มะม่วงอยู่ในระดับกลางค่อนไปทางบน ผลไม้หวานอื่น ๆ ที่คล้ายกันคือองุ่นแดงองุ่นเขียว แอปเปิ้ลฟูจิ เสาวรส กีวีทองคำ เชอร์รี่หวาน ทับทิม และกล้วย

ผลไม้ที่หวานน้อย ได้แก่ สตรอเบอร์รี่ อะโวคาโด ราสเบอร์รี่ แบล็กเบอร์รี่ เลมอน และมะนาว

2. คุณอาจเกิดอาการแพ้และรู้สึกตัวช้าได้

มะม่วงมีสารประกอบที่เรียกว่า urushiol ซึ่งเป็นน้ำมันที่พบได้ในไม้เลื้อยพิษ ต้นโอ๊กพิษ และพิษจากต้นซูแมค (sumac) คนที่แพ้จะมีอาการผื่นแดงบริเวณปาก คล้ายกับสีแดงและอาการคันที่เกิดจากการสัมผัสกับพืช Urushiol ประกอบอยู่ในพืชหลายชนิด

สิ่งที่ยากเกี่ยวกับปฏิกิริยานี้คือมันอาจมีอาการล่าช้าได้มากถึงสองวันหลังจากทานมะม่วง ซึ่งจะทำให้ไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่นอนของการเกิดอาการเหล่านี้ได้

ถ้าหากคุณทานมะม่วงมากกว่าปกติและสังเกตเห็นว่ามีผื่นเหมือนผิวหนังอักเสบขึ้น ควรหยุดทานและไปพบแพทย์ในทันที

3. มะม่วงสุกเทียมอาจนำมาซึ่งอาการป่วย

มะม่วงบางลูกถูกทำให้สุกเร็วกว่าปกติเพื่อที่จะได้ออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้น กระบวนการเกี่ยวข้องกับสารเคมีที่เรียกว่าแคลเซียมคาร์ไบด์ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งที่รู้จักกันในปริมาณมาก โดยทั่วไปแล้วการสัมผัสจะทำให้เกิดอาการเช่นรู้สึกเสียวซ่า มึนงง และปลายประสาทอักเสบได้

มะม่วงสุกเทียมจะมีรสชาติไม่ดีเท้ามะม่วงที่สุกเองโดยธรรมชาติและฉ่ำน้อยกว่า คุณสามารถทราบได้โดยดูที่ผิวซึ่งจะยังคงมีผิวเปลือกสีเขียวและแข็ง แทนที่จะมีสีเขียวอมเหลือง

เพราะฉะนั้นการทานมะม่วงที่สุกโดยธรรมชาติไม่ผ่านการรมแก๊ส ก็จะไม่ก่อให้เกิดสารตกค้างในร่างกายเราที่นำไปสู่โรคหลายโรคได้

4. คุณอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อ Salmonella

การทานมะม่วงทุกวันทำให้คุณเสี่ยงต่อการได้รับสารปนเปื้อน Salmonella เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาในมะม่วงตอนล้างหรือจุ่มลงไปในน้ำที่ผ่านการล้างผักหรือผลไม้อย่างอื่นมาก่อนแล้ว

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคประมาณการว่าเชื้อ Salmonella ส่งผลต่อการเกิดโรค Salmonellosis ประมาณ 1.2 ล้านรายในสหรัฐอเมริกาทุกปี มีการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลประมาณ 23,000 รายและเสียชีวิตประมาณ 450 ราย

โดยทั่วไปแล้ว Salmonella เกิดขึ้นในขั้นตอนการผลิต แต่งานวิจัยแสดงให้เห็นว่ามะม่วงทั้งหมดนั้นมีความเสี่ยงเท่ากับการหั่นแม้ว่าจะผ่านกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่น้อยกว่าก็ตาม แบคทีเรียที่พบในน้ำล้างจะไปเคลือบผิวของมะม่วง แล้วจึงเข้าไปในเนื้อ ซึ่ง ณ จุดนี้ผู้บริโภคไม่สามารถล้างแบคทีเรียได้

5. คุณได้ประโยชน์จากมะม่วงในรูปแบบน้ำผลไม้น้อยกว่าแบบผล

แม้ว่ามะม่วงจะมีน้ำตาลอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ก็มีใยอาหารที่สามารถป้องกันน้ำตาลในเลือดได้ เมื่อคุณดื่มน้ำมะม่วง ไฟเบอร์ที่มีประโยชน์ทั้งหมดจะถูกเอาออกไป แม้จะมีความอร่อยจากน้ำผลไม้ แต่การศึกษาแสดงให้เห็นว่าไม่ได้ประโยชน์ที่สูงสุดสำหรับคุณอยู่ดี

การขาดใยอาหารอาจทำให้เกิดอาการท้องผูก น้ำหนักเพิ่มขึ้น มีอาการเหนื่อยล้า เกิดความผันผวนของระดับน้ำตาลในเลือดและมีอาการคลื่นไส้ และถ้าการทานมะม่วงทุกวันของคุณอยู่ในรูปของน้ำผลไม้ จะยิ่งทำให้คุณเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานมากกว่าทานแบบผล ถึงแม้จะได้รับน้ำตาลในปริมาณเท่าๆกัน

6. มะม่วงดิบทำให้เกิดความเสียหายในระบบย่อยอาหาร

โดยทั่วไปแล้วเราจะไม่ทานมะม่วงดิบ แต่ก็ยากที่จะบอกได้ว่าผลไม้สุกหรือไม่ก่อนรับประทาน การทำผิดพลาดนี้อาจนำไปสู่อาการปวดท้องรุนแรง

นอกจากนี้หากคุณมีอาการแพ้ฟรุคโตสจากการทานมะม่วงไม่ว่าจะสุกหรือไม่สุกจะทำให้เกิดปัญหาเช่นท้องอืด ปวดท้องและเป็นตะคริว คลื่นไส้ ท้องเสีย หรือท้องผูก หากคุณกำลังประสบกับอาการเหล่านี้และมีนิสัยชอบทานมะม่วงทุกวัน นี่อาจเป็นสาเหตุของอาการที่เกิดขึ้น

7. คุณจะได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์

หากคุณไม่ไวต่อสารก่อภูมิแพ้ในมะม่วงและทานอยู่แล้วเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการควบคุมอาหาร การทานมะม่วงก็จะส่งผลให้คุณมีสุขภาพที่ดี เนื่องจากมะม่วงเป็นแหล่งสะสมวิตามินซีจำนวนมาก ซึ่งมีส่วนในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันสร้างเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่แข็งแรงและบำรุงผนังหลอดเลือดให้แข็งแรง

นอกจากนี้ มะม่วงยังมีโพแทสเซียมจำนวนมากและแทบไม่มีโซเดียม ดังนั้นการทานมะม่วงเป็นประจำจะช่วยควบคุมความดันโลหิตและความสมดุลของของเหลวในร่างกายอีกเช่นกัน

คุณจะพบโฟเลตและวิตามินเอในระดับสูงในมะม่วง รวมถึงสารต้านอนุมูลอิสระเช่น quercetin, norathyriol และ mangiferin สารต้านอนุมูลอิสระมีความสำคัญสำหรับการปกป้องเซลล์ของคุณจากความเสียหายอนุมูลอิสระซึ่งเป็นตัวบ่งชี้สำหรับโรค เช่น มะเร็ง และริ้วร้อยก่อนวัยอันควร

ดังนั้นการทานมะม่วงควรทานในปริมาณที่พอดี แต่นอกจากนั้นแล้ว คุณก็ต้องเลือกทานมะม่วงที่เป็นออแกนิค ไม่ผ่านการเร่งให้สุกไวเพื่อให้ดีต่อสุขภาพมากขึ้น

กินทั้งแบบลูกหรือแบบบด แต่อย่านำไปทำเป็นน้ำผลไม้ ไม่เช่นนั้นคุณจะพลาดใยอาหารที่ช่วยในการย่อยอาหารและป้องกันน้ำตาลในเลือด สรุปก็คือเหตุผลที่มะม่วงเป็นผลไม้ยอดนิยม เป็นเพราะมะม่วงออกรสดีและเป็นหนึ่งในส่วนประกอบของ “สลัด” และผลไม้อีกหลากหลายชนิดในมื้ออาหารทุก ๆ วันในช่วงควบคุมอาหารของคุณด้วย

Facebook Comments